ตามที่ได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 จำเลยได้รับประโยชน์จากกฎหมายดังกล่าวจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยได้ ศาลฎีกาเห็นว่าคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษและเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 จนคดีถึงที่สุดแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขการเพิ่มโทษในคดีหลังได้ อ่านต่อ »
แสดงความคิดเห็น   ลดคะแนน
พรบ. ล้างมลิทน ไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยหรือไม่? จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้อง ให้ยกคำขอนับโทษต่อของโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงมีความสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ต้องโทษจำคุกทั้งสองคดีเป็นเวลานานเท่าใด และตามที่ได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มีผลต่อคดีทั้งสองอย่างไร อ่านต่อ »
แสดงความคิดเห็น   ลดคะแนน
คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาจนคดีถึงที่สุดแล้วไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขการเพิ่มโทษในคดีหลังได้ กรณีที่ศาลจะแก้ไขคำพิพากษาได้ต้องเป็นกรณีการแก้ไขถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาดเท่านั้น ตาม วิ.อาญา มาตรา 190 และไม่ต้องด้วย ป.อาญา มาตรา 3 (1) ที่จะทำให้ศาลมีอำนาจยกคดีขึ้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น อ่านต่อ »
แสดงความคิดเห็น   ลดคะแนน
โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องโดยระบุคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2549 ซึ่งเป็นการผิดพลาดไปเพราะไม่มีคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินดังกล่าวก็ตาม กรณีดังกล่าวไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยได้ แต่จะถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยไม่ได้ อ่านต่อ »
แสดงความคิดเห็น   ลดคะแนน
คดีนี้แม้พนักงานสอบสวนแจ้งให้จำเลยทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำซึ่งกล่าวหาว่าจำเลยได้กระทำผิดตามบันทึกคำให้การซึ่งมีข้อความว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ถือได้ว่ามีการแจ้งให้จำเลยทราบถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดเหตุพอที่จำเลยจะเข้าใจได้ดีแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง อ่านต่อ »
แสดงความคิดเห็น   ลดคะแนน